ข่าวสารและความรู้

สิ่งที่ผู้สมัครงานมักทำพลาดโดยไม่รู้ตัว

สิ่งที่ผู้สมัครงานมักทำพลาดโดยไม่รู้ตัว

สิ่งที่ผู้สมัครงานมักทำพลาดโดยไม่รู้ตัว

 

ในการสัมภาษณ์งาน เราจะมีโอกาสได้แสดงตัวตน ทัศนคติ และประสบการณ์ที่เรามีให้กับบริษัทได้รู้จักในระยะเวลาสั้นๆ ซึ่งแน่นอนว่าก่อนการสัมภาษณ์ ผู้สมัครงานมักมีการเตรียมความพร้อม โดยการศึกษาหาข้อมูลของบริษัท รวมถึงการเตรียมตัวตอบคำถามให้ถูกใจผู้สัมภาษณ์ เพื่อเพิ่มโอกาสที่จะได้งาน แต่ในบางครั้งกลับมีช่องโหว่บางอย่างที่ทางผู้สมัครคิดว่าเป็นสิ่งที่เหมาะสม หรือมองข้ามว่าไม่น่ามีปัญหาอะไร แต่สิ่งเหล่านั้นกลับกลายเป็นการกระทำที่ไม่เหมาะสมในการสัมภาษณ์งาน ทำให้พลาดโอกาสที่จะได้ร่วมงานกับบริษัทที่คาดหวังไว้  jobslis.com จึงได้รวบรวมข้อผิดพลาดที่ผู้สมัครงานมักทำพลาดโดยไม่รู้ตัว เพื่อเป็นแนวทางให้ผู้สมัครงานได้นำไปปรับใช้ได้อย่างถูกต้อง จะมีข้อไหนบ้าง ลองมาดูกันดีกว่า

 

1.อวดอ้างตัวเองมากไป ฉันดี ฉันเก่ง บริษัทต้องเลือกฉัน

การบอกข้อดีของตัวเอง ว่าเป็นคนเก่ง มีความสามารถ เพื่อให้บริษัทมองเห็นศักยภาพที่มีอยู่ นับว่าเป็นสิ่งที่ดี แต่ในขณะเดียวกัน ก็ควรมีความพอดี ไม่ดูอวดอ้างจนดูมั่นใจในตัวเองมากเกินไป

 

2.โกหก หลอกลวง ตีเนียนไปก่อนไม่มีใครรู้หรอก

การโกหกในที่นี้ก็มีหลายแบบด้วยกัน หากเป็นการเพิ่มเติมข้อมูลบนพื้นฐานของความจริง ก็ยังพอหยวนๆกันได้ แต่หากเป็นการสร้างเรื่องขึ้นมา หรือโกหกในเรื่องสำคัญๆ อย่างเช่น เงินเดือน ประสบการณ์การทำงาน แล้วผู้สัมภาษณ์ หรือ HR จับได้ทีหลัง มีหวังโดนปรับตกแน่  รวมถึงการตอบมั่วโดยที่ไม่มีความรู้ในด้านนั้นอยู่เลย เช่น ข้อมูลบริษัทที่เราไม่ทราบ ก็สามารถบอกไปตามตรงว่ายังไม่ทราบในเรื่องนี้ แต่จะกลับไปค้นหาข้อมูลเพิ่มเติม ดีกว่าตอบไปแบบส่งเดช เพียงเพราะไม่กล้าตอบว่าไม่รู้  หรือในกรณีที่ผู้สมัครงานนำเสนอตนเองว่าสามารถพูดภาษาอังกฤษหรือภาษาอื่นๆได้ แต่เมื่อถูกทดสอบ กลับทำไม่ได้ตามที่กล่าวไว้ ก็จะทำให้ไม่ผ่านการสัมภาษณ์ในทันที

 

3. เผื่อเวลาไว้ก่อนย่อมดีกว่า แต่ถ้าเผื่อมากๆ รับรองไม่ดีแน่

ในข้อนี้ อาจมีบางคนเอะใจ และเริ่มไม่เห็นด้วย เพราะมีผู้สมัครงานหลายๆท่านตระหนักถึงการตรงต่อเวลาอย่างมาก เนื่องจากเป็นมารยาทที่สำคัญอย่างหนึ่งในโลกธุรกิจ แต่การมาก่อนเวลานานๆนั้น กลับไม่ใช่ผลดีต่อตัวผู้สมัครงานสักเท่าไหร่ เนื่องจากการไปถึงก่อนเวลามากกว่าสิบห้านาทีขึ้นไป ถือว่าเป็นการกดดันผู้สัมภาษณ์ให้ละทิ้งงานที่กำลังทำอยู่ เพื่อมารับรองผู้สมัครงาน กลับกลายเป็นว่ารบกวนเวลาของผู้อื่น  ซึ่งในกรณีนี้เข้าใจว่าการจราจรในกรุงเทพนั้นหนักหนาสาหัสเอาการ หากไปช้าก็จะส่งผลเสียอีกเช่นกัน กลายเป็นคนไม่ตรงต่อเวลา ไร้ความรับผิดชอบ ฉะนั้นการเผื่อเวลานับเป็นเรื่องดี แต่หากผู้สมัครไปถึงก่อนเวลานานๆ ควรไปเดินเล่น หรือนั่งพักรอที่อื่นก่อน เมื่อใกล้ถึงเวลาจึงไปยังที่นัดหมาย เพื่อไปถึงทันเวลา และไม่รบกวนเวลาของผู้สัมภาษณ์อีกด้วย

4. อนาคตของฉัน ฉันจะทำอะไรก็ได้

ในขณะที่ถูกสัมภาษณ์อยู่ ผู้สมัครงานมักจะเจอคำถามยอดฮิตที่ว่า “ไม่ทราบว่าอีกห้าปี คุณจะทำอะไร” หรือ “คิดว่าจะทำงานที่บริษัทกี่ปี” ผู้สมัครงานหลายๆคนก็มักจะตอบตามความจริงว่า ทำงานหนึ่งปีก็พอแล้ว แล้วค่อยไปเรียนต่อต่างประเทศ หรือขยับขยายไปต่อยอดการทำงานที่อื่น บางกรณีก็ตอบว่าอีกห้าปีจะออกไปทำธุรกิจของตนเอง ซึ่งผู้สมัครหลายคนคิดว่าไม่น่ามีปัญหาอะไร แต่ในความจริงเป็นคำตอบที่ทำให้ผู้สัมภาษณ์ หรือทาง HR รู้สึกว่าเป็นการสูญเสียเวลาในการฝึกสอนงานซ้ำๆอีก และปรับตกหากตอบคำถามเช่นนี้ออกไป เพราะทางบริษัทส่วนมากคาดหวังผู้สมัครงานที่มีความตั้งใจที่จะช่วยผลักดัน มุ่งมั่นตั้งใจทำงานให้กับบริษัทไปนานๆ

 

5. วิจารณ์บริษัทเก่าไม่ให้เหลือซาก

ในกรณีที่ผู้สมัครงานผ่านการลาออกจากที่ทำงานเก่ามา ก็มักจะเจอคำถามที่ว่า “ทำไมถึงลาออกจากที่ทำงานเก่า” ซึ่งหลายๆท่านมักตอบคำถามโจมตีบริษัทเก่าของตนเอง พูดถึงที่ทำงานเก่าเสียๆหายๆ นินทาให้ผู้สัมภาษณ์ฟังอย่างลงรายละเอียดเต็มที่ แค่นั้นไม่พอ ยังใส่ไฟเพิ่มเติมเกินจริงไปมากเพื่อปกป้องตนเอง หรือแม้ว่าสิ่งที่พูดมาจะเป็นความจริง แต่การวิจารณ์ที่ทำงานเก่าอย่างเสียหาย ถือเป็นการแสดงให้เห็นถึงความคิดเชิงลบ เจ้าคิดเจ้าแค้นของตัวผู้สมัครงานเอง แทนที่จะดูน่าสงสาร กลับดูน่ากลัว เพราะHRก็คงคิดว่าหากผู้สมัครงานต้องการลาออกจากบริษัท มีหวังโดนเผาไม่เหลือซากอย่างที่เดิมแน่ ผู้สัมภาษณ์งานจึงมักหลีกเลี่ยงที่จะรับผู้สมัครที่มีความคิดเชิงลบเข้ามาร่วมงานกับทางบริษัทเพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้นในภายภาคหน้า หรือไม่แน่ว่าจะเกิดเหตุการณ์โลกกลมพรหมลิขิต อย่างเช่น ผู้บริหาร หรือ HR ของทั้งสองบริษัทรู้จักกัน อย่างนี้ก็คงจบไม่สวยแน่ๆ

 

6. ตีซี้กับผู้สัมภาษณ์เสมือนเป็นคนสนิท มารยาทไม่จำเป็นต้องมี

สำหรับน้องๆจบใหม่หลายๆท่านที่กำลังหางาน เมื่อไปสัมภาษณ์งานก็อาจจะพบเจอกับผู้สัมภาษณ์ที่อายุใกล้เคียงกัน หรืออาจเป็นผู้ใหญ่ที่อายุห่างกันค่อนข้างเยอะ แต่ให้ความเป็นกันเอง โดยพูดคุยแบบผ่อนคลาย สบายๆ  เพื่อให้การสัมภาษณ์นั้นไม่ดูไม่ตึงเครียดจนเกินไป แต่บรรยากาศที่ดูไม่ตึงเครียดนั้น ก็อาจจะทำให้ผู้สมัครงานลืมตัว เผลอทำกริยามารยาทที่ไม่เหมาะสมออกไป เช่น การตีซี้กับผู้สัมภาษณ์ หรือพูดคุยเล่นด้วยเหมือนคุยกับเพื่อน หรือเป็นตัวของตัวเองมากไปจนไม่เหมาะสมกับกาลเทศะ เช่น หัวเราะเสียงดังมากไป เล่นโทรศัพท์ พูดจาไม่ให้เกียรติ ฯลฯ ไม่ว่าบรรยากาศการสัมภาษณ์งานจะเป็นอย่างไรก็ตาม เรื่องของมารยาท และกาลเทศะในการสัมภาษณ์งานก็ยังคงเป็นเรื่องสำคัญอยู่ดี เพราะฉะนั้นควรเป็นตัวเองอย่างพอเหมาะ พอดี และ ให้เกียรติผู้สัมภาษณ์ด้วย

 

 

 

7. สอบถามเรื่องเงินเดือนและสวัสดิการเสมือนได้รับเลือกแล้ว

เมื่อทางผู้สัมภาษณ์เปิดโอกาสให้ผู้สมัครงานถามคำถาม หลายๆท่านมักถามเรื่องเงินเดือนและสวัสดิการทันที เพราะต้องการทราบว่าเป็นไปตามที่ตัวเองคาดหวังไว้หรือไม่ แน่นอนว่าเรื่องเงินนั้นสำคัญ อาจเป็นปัจจัยแรกที่ใช้ในการตัดสินใจเลือกงานสำหรับหลายๆคนด้วยซ้ำ แต่อย่าลืมว่าเรื่องงานก็สำคัญ เราควรทำให้ทางบริษัทเห็นก่อนว่าเรามีศักยภาพ มีความเหมาะสมกับตำแหน่งงานก่อน หากบริษัทสนใจอยากจ้างงานแล้วล่ะก็ เรื่องเงินเดือนจะเป็นสิ่งที่ทางบริษัทเสนอขึ้นมาอย่างแน่นอน ถึงจังหวะนั้น แล้ว ค่อยเจรจากันจะเหมาะสมกว่า เพราะหากเราเป็นฝ่ายพูดก่อน จะทำให้ดูเหมือนห่วงเรื่องผลประโยชน์มากกว่าเรื่องการทำงาน ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่เหมาะสมสักเท่าไหร่

 

8. การอธิบายร่ายยาวจนน่าเบื่อมากกว่าน่าฟัง

ในการตอบคำถามสัมภาษณ์งาน ควรยึดถือความพอดี ความเหมาะสมเป็นที่ตั้ง เพราะเราไม่สามารถรู้ได้ว่าผู้สัมภาษณ์เป็นคนแบบไหน ต้องการผู้สมัครงานที่มีลักษณะนิสัยเช่นไร การเดินสายกลางจึงเป็นการเซฟตัวเองได้ดีที่สุด ลองมาดูตัวอย่างกันดีกว่า

 

9. พาพวกมาด้วย อุ่นใจกว่า

ผู้สมัครงานบางคนพาผู้ปกครองหรือคนรู้จักมารอที่หน้าห้องสัมภาษณ์ หรือ ให้ผู้ปกครองโทรมาถามเรื่องผลสัมภาษณ์แทนตัวเอง ผู้สมัครงานบางท่านนั้นอาจจะเพิ่งเรียนจบจึงยังไม่เข้าใจในความเหมาะสมของการสัมภาษณ์งาน ซึ่งเหตุผลที่ไม่ควรพาผู้ปกครอง หรือคนรู้จักมารอหน้าห้องสัมภาษณ์ด้วย เนื่องจากจะทำให้ผู้สมัครงานดูยังไม่เป็นผู้ใหญ่พอที่จะทำงาน ในบางกรณี ผู้ปกครองของผู้สมัครงานบางท่านก็โทรมาถามผลสัมภาษณ์แทนด้วย ซึ่งไม่ใช่เรื่องที่ควรปฏิบัติเลย เพราะเมื่อเข้าสู่วัยที่เริ่มทำงานแล้ว ก็ควรเป็นคนที่จัดการเรื่องต่างๆได้ด้วยตัวเอง ถ้าเกิดมีธุระไปที่อื่นต่อค่อยนัดหมายพบปะที่อื่นจะเหมาะสมกว่า

 

10. แต่งตัวหรูหรา ดูดีมีระดับ เพิ่มความมั่นใจ

จริงอยู่ที่ว่าการแต่งตัวก็นับเป็นเรื่องสำคัญในการสัมภาษณ์งาน ควรแต่งกายให้ดูดี มีความเป็นมืออาชีพ สุภาพเรียบร้อย แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ควรมีความพอดี ในกรณีที่แต่งตัวหรูหราจนเกินไป ก็จะกลายเป็นว่าไม่เหมาะสมกับกาลเทศะ เช่น ใส่นาฬิการาคาแพงหลายหมื่น เพชรส่องแวววายเปล่งประกายเตะตาผู้สัมภาษณ์ หรือถือกระเป๋าแบรนด์เนมหลักแสน ก็จะทำให้ดูเป็นการอวดฐานะตนเองมากไป และอาจทำให้ผู้สัมภาษณ์รู้สึกไม่ดีได้ เพราะทั้งนี้ทั้งนั้น ผู้สัมภาษณ์ก็คือมนุษย์คนหนึ่ง มีความอิจฉาริษยา หรืออาจจะเกิดอาการหมั่นไส้เอาได้ นอกจากนี้หากเป็นตำแหน่งงานที่เงินเดือนไม่ได้สูง หรืองานหนัก ก็จะทำให้ผู้สัมภาษณ์รู้สึกว่าผู้สมัครไม่น่าจะทนงานหนักๆได้ หรืออาจะจะลาออกไปอย่างง่ายดาย